แว่นตาบอดสี EnChroma แก้ตาบอดสีได้แค่ไหน?

สำหรับคนที่ตาบอดสี หรือมีญาติตาบอดสี อาจจะเคยเห็นคลิปเกี่ยวกับคนใช้แว่นตาที่คล้ายๆแว่นกันแดดยี่ห้อ EnChroma กันมาบ้าง ซึ่งเป็นแว่นที่มีชิ้นเลนส์แก้อาการตาบอดสีครับ
อย่างไรก็ตาม บางทีญาติๆได้ข่าวก็ซื้อมาเซอร์ไพร์สหรือเจ้าตัวที่ตาบอดสีเอง เห็นข่าวแล้วก็รีบซื้อมาใช้เลยก็มี ... แต่จริงๆแล้ว อย่ารีบร้อยจ่ายเงินสั่งซื้อออนไลน์ครับ (ถึงแว่นเค้าจะส่งคืนได้ก็เถอะ)
เพราะว่าอาการตาบอดสีมีหลายแบบหลายระดับ และแว่นของ EnChroma นั้น แก้ไม่ได้ทุกแบบทุกประเภทครับ (ดังนั้น หากเสิร์ชคลิปดูใน Youtube คุณจะเห็นว่าบางคนใส่แล้วร้องไห้ หรือตื่นเต้นมากๆ บางคนออกแนวตื่นเต้นแบบไม่มาก หรือบอกแค่มันชัด มันไฮไลท์ขึ้นเท่านั้นเอง) ควรจะทดสอบดูก่อน ว่าคุณหรือญาตินั้น ตาบอดสี ระดับไหน?

วันนี้ก็จะมาลิสต์อาการและประเภทของตาบอดสีให้อ่านคร่าวๆครับ (เอามาจากเวบ EnChroma อีกทีนี่แหละครับ)
ตาบอดสีมี 3 แบบครับ
1. Deutan
2. Protan
3. Tritan
โดยจะอธิบายตามนี้ครับ

1. Deutan นั้น คืออาการที่มอง "สีเขียว" ได้ไม่หมด และเซนส์ต่อเหลือง ส้ม แดง ได้มากเกินควร
ผลลัพธ์คือแยกสี เขียว เหลือง ส้มแดง น้ำตาล ได้ไม่ค่อยออกมาก
บางครั้งก็อาจจะมีแยก ม่วงกับน้ำเงิน หรือ ชมพูกับเท่า ได้ยากเช่นกัน
แบ่งได้อีก 3 ระดับคือน้อย(mild) กลาง(moderate) มาก(strong)
โอกาสสำเร็จคือ 95% 90% และ 70% ตามลำดับ
ดังนั้น ถ้าคุณอยู่กลุ่ม Deutan ก็น่าซื้อ EnChroma มาลองมากๆครับ

2. Protan นั้น คืออาการที่มอง "สีแดง" ได้ไม่หมด และเซนส์ต่อเขียว เหลือง ส้ม ได้มากเกินควร
ผลลัพธ์คือแยกสีไม่ค่อยได้แบบเดียวกับ Deutan ครับ คือแยกสีเขียว เหลือง ส้ม แดง น้ำตาล ได้ไม่ค่อยมากเหมือนกัน (แต่คนละสาเหตุกับ Deutan)
แต่มองเห็นต่างจาก Deutan คือจะเห็นแดงเป็นเทาๆดำๆครับ
แบ่งเป็น 3 ระดับเหมือน Deutan ครับ คือน้อย(mild) กลาง(moderate) มาก(strong)
โอกาสสำเร็จคือ 80% 75% 30% ตามลำดับครับ
คือถ้าเป็น strong protan โอกาสสำเร็จมีแค่ 30% ก็ทำใจนิดนึงว่าอาจจะแก้ไม่ได้ดังหวังครับ (แต่ก็ยังน่าลองเนอะ)

3. Tritan อันนี้จะบอดสีฟ้ากับเหลืองครับ เค้าบอกว่า Enchroma ช่วยแบบนี้ไม่ค่อยได้นัก
แต่ถ้าจะซื้อมาลองก็ตามใจครับ เค้าบอกว่าส่งคืนได้ แต่ถ้าอยู่ไทยสั่งมา ค่าส่งก็น่าจะแพงเหมือนกัน อาจจะไม่คุ้มครับ

นอกจากนั้น บางคนใส่แล้ว ต้องปรับตาหลายนาที หรือบางทีเป็นสัปดาห์ก็มีครับ (ทางเวบบอกว่าถ้าเป็น strong Protan ควรลองใส่นานเป็นสัปดาห์เผื่อเปลี่ยนแปลง) แต่บางคนใส่แล้วเห็นความต่า่งทันทีก็มีครับ

ทีนี้ ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณอยู่กลุ่มไหนประเภทไหน ให้ไปหาหมอตาเพื่อตรวจดูครับ ถ้าเป็น mild deutan ก็น่าซื้อมาใช้มากๆครับ เพราะแก้ได้เกือบจะเป็นเหมือนคนปกติเลย แต่ถ้าเป็นมากกว่านั้น อาจจะไม่ถึงกับเห็นเหมือนคนปกติ แต่แก้บางสีบางเชดได้
หรือถ้าอยากทดสอบทางเนท ก็ลองที่เวบของ EnChroma ที่เวบ http://enchroma.com/test/ ดูได้ครับ

รีวิว Lucerne ลูเซิร์น เมืองน่ารักแห่งสวิตเซอร์แลนด์

Lucerne หรือ Luzern นั้น เป็นเมืองที่อยู่ใจกลางประเทศสวิตเซอร์แลนด์และถือเป็นหนึ่งในเมืองหลักที่คนนิยมไปพักเพื่อท่องเที่ยวเมืองหนึ่งครับ โดยในย่านเมืองลูเซิร์นนั้น มีสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆใกล้ๆอยู่ 3-4 แห่ง ได้แก่ภูเขา Titlis, Pilatus, Rigi และทะเลสาปลูเซิร์น ... ซึ่งหากเสิร์ชดูข้อมูลในเวบ tripadvisor แล้ว 3 แห่งแรกก็จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ติด top 5 ของสวิตเซอร์แลนด์เลยทีเดียว
แต่รีวิวนี้ ผมจะพาชมเฉพาะตัวเมืองลูเซิร์นเท่านั้นครับ ที่อื่นๆที่กล่าวมาผมรีวิวแยกเอาไว้ ดูลิงค์ได้ทางขวามือครับ
เปิดตัวด้วยบรรยากาศแม่น้ำที่ต่อกับทะเลสาปและสะพาน Chapel Bridge เป็นสะพานไม้ที่สร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1300 ครับ ซึ่งก็ทำนุบำรุงเรื่อยมานั่นแหละครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชิ้นส่วนไหนบ้างที่เป็นออริจินัลตั้งแต่ยุคนั้น (สะพาน 700 ปีอ่ะนะ เก่ากว่าสุโขทัย)

ตอนที่ผมไปเที่ยวนั้น อากาศครึ้มมาก ภาพเลยไม่สวยเท่าที่ควร (แต่บนเขาที่รีวิวไว้ยังสวยอยู่เพราะเมฆลอยต่ำ ไม่ถึงบนเขาครับ) ... แต่กระนั้นก็ตาม ลองดูสีน้ำสิครับ ยังกะน้ำทะเล แล้วก็ใสมาก!! ถ้าแดดใสๆอากาศเป็นใจ คงถ่ายภาพมาเป็นน้ำฟ้าใสชัดๆกว่านี้ครับ
ตัดมาทางสถานีรถไฟลูเซิร์น ที่นี่มีแหล่งช้อปและซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่อยู่ 2 เจ้า คือ Migros และ Coop ครับ แล้วก็มีที่ช้อปอื่นๆ ร้านขนมของฝากอย่าง Luxemburgerli (ขนมที่คล้ายมาการอง) และร้าน Pretzel ด้านบนก็อร่อย
บรรยากาศสถานีรถไฟแห่งนี้ก็จัดว่าดูดีมากๆด้วย
จากนั้นผมก็ไปเที่ยวที่ต่างๆครับ
กลับมาพักค้างที่ลูเซิร์นอีกที ก็มืดแล้วครับ ผมไปเที่ยวฤดูใบไม้ร่วง เลยมืดไวไปนิด ที่ถ่ายรูปนี่คือประมาณ 5-6 โมงเย็นครับ มืดซะแล้ว ถ้าไปเที่ยวแนะนำฤดูร้อนดีกว่า (แต่ฤดูใบไม้ร่วง ถ้าฟ้าเปิด อากาศดี ดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็คุ้มนะครับ แต่ตอนผมไปฟ้าดันปิดซะนี่ ... ตอนเดินทางกลับไป Zurich ที่นั่นฟ้าเปิดครับ เดี๋ยวจะได้ดูบรรยากาศสวยๆอีกที)
พาเที่ยวชมบรรยากาศตอนกลางคืน
สะพาน Chapel Bridge ตอนกลางคืนครับ
หันหลังกลับไปทางแม่น้ำ
เดินบนสะพาน Chapel Bridge
แล้วก็เดินไปเก็บบรรยากาศโซนเมืองเก่า ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดหมดแล้วครับ ประมาณหกโมงถึงทุ่มนึงก็ปิดซะแล้วครับ ถ้าจะช้อปยามเย็น สถานีรถไฟเวิร์คสุดแล้วครับ
จากนั้นก็ตื่นมาตอนเช้าอีกครั้ง วันนี้เป็นวันเดินทางกลับของผมละครับ
เที่ยวบินที่ผมเดินทางกลับคือที่ Zurich ตอน 16:00 น.ครับ ซึ่งจากลูเซิร์นเนี่ย นั่งรถไฟไปไม่ถึงชม. ผมเลยถือโอกาสช่วงเช้า เดินเก็บเมืองลูเซิร์นเต็มๆตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงประมาณ 10 โมง จากนั้นก็นั่งรถไฟไป Zurich เที่ยวเมือง Zurich แล้วค่อยไปสนามบินครับ มีเวลาเยอะ

ก็ เดินมาถ่ายรูปที่ Chapel Bridge อีกรอบ ดอกไม้สวยดี
วิวจากบนสะพาน
บรรยากาศย่านช้อปปิ้ง แต่ตอนผมถ่ายรูปร้านค้าหลายๆแห่งยังไม่เปิดเลย (เปิดช้า ปิดไว -*-)
แต่ก็ไม่คิดจะช้อปอะไรอ่ะนะ ... เพราะว่า "แพง" มาก!!
ที่ว่าแพงเนี่ย ไม่ใช่ว่าเป็นของแบรนด์เนมเลยแพงนะครับ แบรนด์เนมเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ในอังกฤษขายถูกกว่าเยอะ!! ขนาดชอคโกแลต Lindt ที่อังกฤษยังถูกกว่าเลย สินค้าอย่าง Victorinox ที่อังกฤษก็ถูกกว่า ... นาฬิกาสวิสหลายๆแบรนด์ เช่น Tissot ที่อังกฤษก็ถูกกว่า สรุปคือมาเที่ยวสวิส ไม่ต้องช้อปของสวิสครับ ดันขายในประเทศตัวเองได้แพงมากๆ ไปช้อปของสวิสที่ประเทศอื่นดีกว่า -*-
เดินมาทางโบสถ์ Hofkiche ครับ บ้านสวยๆนี่คือร้านอาหารครับ เห็นสวยดีเลยถ่ายรูปมาด้วย
แล้วก็หันไปถ่ายรูปโบสถ์ โบสถ์ที่นี่ไม่สวยหรูหราเว่อร์วังอะไรครับ เรียบๆ ภายในก็ไม่เว่อร์ ถ้าชอบโบสถ์เว่อร์ๆ อิตาลี สเปน อังกฤษ ค่อนข้างดีกว่าที่นี่ครับ โดยเฉพาะอิตาลี จัดว่าเว่อร์สุดๆ
เจอเจ้าเหมียวหน้าดุตัวนี้ที่หน้าโบสถ์ เหมือนจะหน้าดุ แต่มันเดินมาคลอเคลียนะครับ ^ ^ สักพักมีคนจูงหมามาเดินเล่นผ่านมา เจ้านี่ขู่ขนฟูเลย
จากโบสถ์ก็เดินขึ้นเหนือไปอีกนิด ไปดู Lion Monument ครับ เค้าแกะสลักหินเป็นรูปสิงโตโดนธนูยิง
ตอนที่ไป ทัวร์จีนเพิ่งเดินออกไปพอดี ตอนนี้เลยครอง เดินเที่ยวกันอยู่แค่สองคนกะคุณภรรยา 555+
ก็สวยดีครับ
จากนั้นผมก็เดินไปที่ Zeitturm ครับ เป็นกำแพงสูง ชมวิวเมืองลูเซิร์นคร่าวๆ และมีหอนาฬิกาที่ใช้กลไกแบบโบราณและยังทำงานอยู่ เข้าชมได้ฟรีครับ
ด้านบนกำแพงครับ
บรรยากาศเมืองลูเซิร์น เสียดายที่ฟ้าไม่สดใส T-T
เข้าไปในหอนาฬิกา เดินเข้าไปได้เลยครับ ฟรี ไม่มีใครตรวจด้วย ไปตอนเช้านี่ไม่มีใครเลย
นาฬิกาเก่าโบราณที่ยังทำงานอยู่
จากนั้นก็เดินกลับครับ ไปเก็บของที่โรงแรม แล้วก็เตรียมตัวเดินทางไป Zurich กันต่อ
ถ่ายรูปสะพาน Chapel อีกทีซะหน่อย
บรรยากาศโซนที่เดินไปทางโบสถ์ครับ
จากนั้นก็ขึ้นรถไฟไปซูริค
เดี๋ยวจะรีวิว Zurich ให้ชมกันต่อไปครับ สำหรับลูเซิร์นก็จบลงเท่านี้ครับ
ส่วนตัวคาดว่าอาจจะได้ผ่านเมืองนี้ซ้ำในอนาคต เพราะคิดว่ายังไงๆผมต้องมาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ซ้ำแน่นอนครับ ยังไม่ได้ไป Zermatt เพื่อชม Matterhorn เลย

รีวิว Lake Lucerne มาล่องเรือในทะเลสาปกันเถอะ!!

Lake Lucerne หรือ Luzern เป็นทะเลสาปในสวิตเซอร์แลนด์ที่ค่อนข้างใหญ่และมีเมืองสวยๆหลายเมืองที่อยู่ติดกับทะเลสาปนี้ ทำให้มีการเดินทางโดยสารโดยเรือระหว่างเมืองไว้บริการอยู่ด้วย
และด้วยความสวยงามของทะเลสาปแห่งนี้ วิวและบรรยากาศที่ได้ขณะอยู่บนเรือโดยสาร กลับกลายเป็น "การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง" ในลูเซิร์นไปโดยปริยาย คุณไม่ต้องขึ้นเรือนำเที่ยว แค่นั่งเรือโดยสารระหว่างเมืองก็ชิวแล้วครับ ^ ^

ทว่า ช่วงที่ผมไป หมอกเมฆครึ้มทั้งวันเลย T-T ทำให้วิวและบรรยากาศขณะล่องเรือไม่สวยงามมากนัก และอากาศก็หนาววววมาก แต่ก็พอได้บรรยากาศอยู่ครับ ตามไปดูด้วยกันเลยครับ

ผมมีบัตร tell pass อยู่แล้ว พอเรือมาถึง ก็ขึ้นเรือไปได้เลย พอเค้าตรวจตั๋วก็ยื่น tell pass ให้ดูแค่นั้น จบ
ถ่ายรูปเรือลำอื่นที่ผ่านมา ... แต่ที่ผมนั่งเป็นเรือลำใหญ่ มีด้านนอกที่กว้างขวาง รวมทั้งภายในยังเป็นภัตตาคารอาหารอีกด้วย ช่วงมื้อเที่ยงบางคนก็มานั่งทานอาหารเฉยๆก็มีครับ เหมือนไม่ได้จะโดยสารไปไหน แค่มานั่งชิวๆทานข้าวบนเรือเท่านั้นเอง
บรรยากาศครับ
ดูสิ มืดครึ้มมาก ... T-T
ตอนผมไปเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วยนะครับ ถ้าไม่มีเมฆหมอกนี่ จะสวยมากๆเลยเชียวล่ะ
และ ดูสีน้ำสิครับ ไม่ใช่ทะเลนะครับ เขียวและใสมาก ถ้ามีแสงแดดส่องมากระทบ ท้องฟ้าเปิด จะสวยแค่ไหน!!
บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างล่องเรือ
ระหว่างทาง เค้าก็จะจอดสถานีต่างๆด้วย
ผมเดินทางโดยจะไปเที่ยว Mount Rigi ครับ ก็เลยนั่งเรือจากสถานี Luzern ไปยัง Vitznau เพื่อขึ้นรถไฟต่อไปยังยอดเขา Rigi (หรือจะลงที่ท่าเรือ Weggis เพื่อขึ้นกระเช้าก็ได้ครับ แต่ผมไป Vitznau แล้วเลือกกลับทาง Weggis เพื่อจะได้แวะทั้งสองเมือง)
จากในภาพ หมอกหนาแน่น ...
จริงๆภูเขามันสูงนะครับ สูงมากๆเลยทั้งสองฝั่ง แต่เมฆบังมิดเลย ...
ตอนนั่งรถไฟขึ้นเขา จะเห็นว่าที่ปกคลุมเมืองอยู่นี่ก็คือทะเลหมอกหนาแน่นดีๆนี่เอง ช่วงผมไปมันมีเมฆอย่างนี้เกือบๆอาทิตย์เลยครับ จากนั้นก็หายไปหมด
ใกล้จะถึงท่าเรือ Vitznau ละครับ เริ่มมีบรรยากาศเมืองๆข้างทาง
ที่ถ่ายรูปมาด้านล่างนี่คือโรงแรมครับ เป็นโรงแรมที่สวยงามอลังการณ์มากๆ
แล้วก็ถึงที่ Vitzanu ครับ ที่ถ่ายรูปนี้นี่เรือใกล้จอดละครับ
จากภาพ คงจินตนาการกันออกนะครับ ว่าถ้าอากาศโปร่งใส ไม่มีหมอกครึ้มแบบนี้ มันจะสวยแค่ไหน น่าเสียดายมากๆ
ปล. ผมลืมถ่ายภาพบรรยกาศในเรือมาให้ดูครับ มีแต่รูปเซลฟี่ที่มิอาจเปิดเผย 555+
ก็ดูวิวทิวทัศน์ไปแทนละกันครับ ^ ^

รีวิว Mount Rigi ภูเขาติดทะเลสาบลูเซิร์น Switzerland

Mount Rigi หรือ Rigi Kulm นี้ เป็นภูเขาที่ติดกับทะเลสาป Luzern สวิตเซอร์แลนด์ครับ ถ้าพักอยู่ที่ลูเซิร์น การเดินทางไปเที่ยวที่นี่ก็ค่อนข้างง่าย แถมยังผนวกกับทริป "ล่องเรือชมทะเลสาป" ได้อีกด้วย (จริงๆก็คือนั่งเรือไปที่ท่ากระเช้าหรือรถไฟขึ้นภูเขานั่นเอง ซึ่งตอนนั่งเรือก็คือการชมวิวไปในตัว)
ภูเขาลูกนี้ปกติไม่ได้มีหิมะคลุมทั้งปี แต่ช่วงหน้าหนาวหรือเวลาที่อากาศเป็นใจ ก็มักจะมีหิมะเป็นหย่อมๆที่นี่ได้ ... ตอนผมไป อากาศด้านบนเขาดี แต่ลูเซิร์นอึมครึมเนื่องจากเมฆบัง ทำให้ทริปเขา Rigi แห่งนี้ กลายเป็นทริปชมทะเลหมอกสุดอลังการไปแทน แลกกับการได้เห็นทะเลสาปจากด้านบนสวยๆ ซึ่งก็เรียกได้ว่าได้อย่างเสียอย่างครับ ส่วนตัวอยากเห็นทะเลสาปมากกว่า แต่วิวทะเลหมอกก็จัดว่าสวยมากๆเช่นกัน ไม่เสียดายเลยครับ ^ ^

ผมเลือกที่จะนั่งเรือไปลงที่ท่า Vitznau เพื่อนั่งรถไฟขึ้นเขา แล้วลงฝั่ง Weggis ทางกระเช้าครับ (เพื่อให้ได้เที่ยวทั้งสองจุด) ในรูปด้านล่างนี่คือท่าเรือ Vitznau ครับ ท่ารถไฟขึ้นเขาริกิก็ติดๆกันเลย ถ้าไปขึ้นที่ Weggis จะเดินนิดหน่อย
บรรยากาศบนรถไฟครับ นั่งฝั่งซ้ายจะเห็นวิวเยอะกว่านะครับ (ตามความคิดผม) แต่บางมุม หลังจากเลยสถานี Rigi Kaltbad ไปแล้ว ... วิวฝั่งขวาน่าจะสวยกว่าสำหรับความคิดผม ดังนั้น นั่งฝั่งไหนก็ได้มั้งครับ 555+
และแล้วก็ขึ้นมาถึง คันสีแดงคันนี้ครับที่นั่งขึ้นมา
ชมวิวกันก่อนเลย ไกลๆนั่นคือเทือกเขาแอลป์ที่มีหิมะทั้งปี ดังนั้น ถ้าฟ้าเปิด ยังไงๆมาเที่ยวที่นี่ก็ต้องได้เห็นวิวเทือกเขาที่มีหิมะเบื้องหลัง
หันไปทางซ้าย ... รีวิวสวิตเซอร์แลนด์ผม หญ้าจะไม่เขียวมากนะครับ เพราะว่าไปช่วงกำลังเริ่มเข้าฤดูหนาว ใบไม้เริ่มผลัดใบ หญ้าที่อยู่บนเขาสูงก็จะเปลี่ยนสีบ้าง เดี๋ยวจะคิดว่าทำไมหญ้าไม่ค่อยเขียวเหมือนที่เคยเห็นจากรีวิวคนอื่นๆอ่ะนะ
เจ้าตัวนี้คืออะไรไม่รู้ เหมือนเอารากไม้มาประดับตกแต่ง ... แบบนี้เห็นที่ไทยเยอะเหมือนกัน แต่วิวเทือกเขามีหิมะ ต้องที่นี่
และนี่ครับ ทะเลหมอก อดเห็นทะเลสาป ได้เห็นทะเลหมอกแทน
มองไปทางไหนก็ขาวววววไปหมด ทางด้านขวาคือร้านอาหารภัตตาคารด้านบน Rigi Kulm ครับ
ชมวิวกันยาวๆครับ ที่นี่วิวสวยกว่าที่คิด แม้จะไม่ใช่เขาสูงที่มีหิมะ แต่บนยอด Rigi Kulm นี่ชมวิวได้ 360 องศาครับ สวยทุกฝั่งที่เดินไปชมวิว
มองกลับมาทางร้านอาหารอีกรอบครับ นั่งทานอาหารไป ได้วิวอย่างนี้ บรรยากาศดีมากๆครับ (แต่ไม่แนะนำสำหรับคนไทยครับ ตากแดด ร้อน -*-)
หรือจะมานั่งชมวิวกับคู่รักแบบนี้ก็ได้ คู่คุณลุงคุณป้า สวีทเลยเชียว
ทะเลหมอกหนักมากจริงๆครับ ช่วงที่ผมไป
วิวนี่แบบ นั่งดูยังไงก็ไม่เบื่ออ่ะ
Rigi นี่ยังมีนักท่องเที่ยวจีนอยู่เยอะครับ ในย่านลูเซิร์นถ้าไม่อยากเจอนักท่องเที่ยวจีน ก็ต้องไปที่อื่นที่ไม่ใช่ Titlis, Rigi และ Pilatus ครับ ไม่งั้น ไงๆก็เจอ 555+
แดดจัดจริงๆ เล่นเอากาศหนาวๆกลายเป็นร้อนเลย ... ต้องถอดเสื้อกันหนาวอ่ะ (แต่ใต้เมฆนี่โคตรหนาว)
หันไปทางไหนๆก็ทะเลหมอก ทะเลหมอก และทะเลหมอก
หลังจากชมวิวคร่าวๆเสร็จ ผมก็กลับ แต่กลับมาลงสถานี Rigi Kaltbad ครับ เผื่อลงกระเช้า จะได้ได้ลองทุกแบบทุกวิว
ด้านล่างนี่คือวิวของสถานี Rigi Kaltbad ที่นี่มีโรงแรมแล้วก็บ่อน้ำแร่ด้วยนะครับ เผื่อใครอยากมาสวีทค้างกับแฟน ที่นี่ล่ะใช่เลย
พอนั่งกระเช้าลงมาถึงสถานี Weggis เมืองด้านล่างก็อึมครึมไปแล้ว บรรยากาศเริ่มๆมืดตามรูปด้านล่าง (แต่บนเขาแค่เหมือนช่วงเย็นครับ) เพราะว่าเมฆคลุมเมืองด้านล่างจนมืดไปหมด
ทริปนี้ผมเที่ยวครึ่งวันบ่ายครับ ตอนเช้าไป Pilatus
ส่วนตัวรู้สึกว่าคุ้มครับ วิวสวยกว่าที่คิดมาก ... คือดูจากรูปเหมือนไม่มีไรมาก แต่สุดท้ายคือสวยกว่าที่คิดมาก ยังไงก็แนะนำครับสำหรับที่นี่ ใน Tripadvisor ก็จัดว่าเป็นสถานที่เที่ยวอันดับดีครับ (ผมชอบมากวกว่า Pilatus นะ ... แต่ชอบ Titlis มากกว่า อาจจะเพราะเป็นคนไทยเลยตื่นเต้นกับการได้เล่นหิมะมากกว่าน่ะครับ หุหุหุ)